การเดินทางท่องเที่ยวพักผ่อนเพื่อเปิดโลกกว้างค้นหาประสบการณ์แปลกใหม่และให้รางวัลแก่ชีวิตในแต่ละครั้งนั้น ปฏิเสธไม่ได้ว่าต้องมีการจัดสัมภาระต่าง ๆทั้งบรรดาเสื้อผ้าและข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวจิปาถะอื่น ๆ ซึ่งชวนให้รู้สึกวุ่นวายใจและน่าเบื่อหน่ายเสียเหลือเกิน เพราะต้องวางแผนว่าจะเอาชุดไปกี่ชุด ต้องตระเตรียมอะไรไปบ้าง เพื่อให้เพียงพอและไม่ตกหล่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากไปต่างประเทศด้วยแล้ว อะไร ๆ ย่อมไม่สะดวกสบาย หาซื้อง่าย และมีราคาย่อมเยาเหมือนท่องเที่ยวในบ้านเมืองเราอย่างแน่นอน เมื่อเตรียมข้าวของวางกองไว้พร้อมก็ยังต้องคิดต่ออีกว่าจะจัดอย่างไรให้ประหยัดพื้นที่ และน้ำหนักไม่เกินพิกัดที่สายการบินกำหนดไว้

หากคุณเป็นผู้หนึ่งซึ่งกำลังวางแผนจะเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศ ลองศึกษาข้อมูลน้ำหนักกระเป๋าเดินทางไปต่างประเทศเพื่อเตรียมความพร้อมที่เรานำมาฝากในวันนี้กันสักนิด คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์และช่วยไขข้อข้องใจได้บ้าง

หลักการง่าย ๆ ในการจัดกระเป๋าก็คือ ควรนำของไปให้น้อยที่สุด โดยเลือกเฉพาะที่จำเป็น ส่วนเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายควรพิจารณาให้เหมาะสมกับรูปแบบการท่องเที่ยวและสภาพภูมิอากาศ สามารถสลับใส่แบบมิกซ์แอนด์แมทช์ได้หลายสไตล์ (ยิ่งกางเกงยีนส์ด้วยแล้วสามารถใส่ซ้ำได้) ควรม้วนเสื้อผ้าให้เล็กที่สุดเพื่อประหยัดพื้นที่และไม่ยับง่าย ของใช้ส่วนตัวควรมีขนาดเล็กเพื่อสะดวกพกพา นอกจากนี้ยังต้องจำแนกสิ่งของที่จะพกขึ้นเครื่องและที่จะโหลดลงใต้ท้องเครื่องออกจากกัน

  1. กระเป๋าที่ใช้ใส่ของขึ้นเครื่องควรเลือกใช้แบบคาดเอว สะพายข้าง หรือเป้ขนาดเล็ก ไว้สำหรับใส่ของจำเป็นที่ต้องพกพาขึ้นเครื่อง เช่น เงินสด ตั๋วเครื่องบิน พาสปอร์ต โทรศัพท์มือถือ กล้องถ่ายรูป เอกสารสำคัญต่างๆ ที่จำเป็นต้องใช้ ยาประจำตัว เป็นต้น หากมีของเหลว เจล ครีม ต้องบรรจุในภาชนะที่มีขนาดไม่เกิน 100 มิลลิลิตรโดยภาชนะทั้งหมดต้องใส่รวมกันในถุงพลาสติกใสซึ่งเปิด-ปิดผนึกได้ และมีความจุรวมไม่เกิน1,000 มิลลิลิตรพร้อมแยกออกจากกระเป๋าก่อนนำขึ้นเครื่องเพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบ
  2. กระเป๋าเดินทางที่โหลดลงใต้ท้องเครื่อง ควรเลือกกระเป๋าล้อเลื่อนที่ทำจากวัสดุแข็งแรงทนทาน เคลื่อนย้ายได้สะดวก มีน้ำหนักไม่มาก และมีขนาดพอเหมาะกับสิ่งของที่นำไป โดยเผื่อพื้นที่เล็กน้อย สำหรับใส่ของฝากหรือของที่ระลึกที่จะซื้อเพิ่มกลับมา

ข้อควรคำนึงในการจัดสัมภาระเหล่านี้ก็คือ “น้ำหนัก” ซึ่งเป็นข้อกำหนดสากลของสายการบินนานาชาติ แม้บางครั้งเจ้าหน้าที่อาจจะผ่อนผันให้บ้าง แต่ก็มีสิทธิ์เรียกเก็บค่าบริการเพิ่มเติม ดังนั้นการศึกษาหาข้อมูลและบริหารน้ำหนักกระเป๋าจึงเป็นเรื่องที่จำเป็นมาก เพราะเท่ากับบริหารรายจ่ายหรืองบประมาณการท่องเที่ยวด้วย

 

ตัวอย่างนโยบายเกี่ยวกับสัมภาระของบริษัทการบินไทยและบริษัทแอร์เอเชีย มีดังนี้

น้ำหนักกระเป๋าการบินไทย 

น้ำหนักกระเป๋าเดินทางไปต่างประเทศของการบินไทยสามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ สัมภาระรับฝากหรือโหลดใต้เครื่อง และสัมภาระที่ถือขึ้นเครื่อง

  1. สัมภาระที่โหลดลงใต้เครื่อง

    ได้แก่สัมภาระที่รับฝากจากจุดเริ่มออกเดินทางไปจนถึงที่หมาย โดยไม่แวะพัก ณ จุดใดจุดหนึ่งระหว่างการเดินทาง ซึ่งมีปัจจัยเรื่องประเภทของชั้นโดยสารและการถือครองบัตรรอยัลออร์คิดพลัส (Royal Orchid Plus) เป็นตัวกำหนดปริมาณน้ำหนักสูงสุดของสัมภาระที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม เช่น ประเภทชั้นหนึ่ง(Royal First Class) น้ำหนักสัมภาระทุกชิ้นรวมกันสูงสุด 50 กิโลกรัม (110 ปอนด์) ชั้นประหยัด (Economy Class) น้ำหนักสัมภาระทุกชิ้นรวมกันสูงสุด 30 กิโลกรัม (66 ปอนด์)เป็นต้น สำหรับลูกค้าที่เป็นสมาชิกบัตรรอยัลออร์คิดพลัสยังได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มน้ำหนักสัมภาระตามสถานภาพแต่ละระดับของสมาชิกด้วย เช่น ประเภทบัตรแพลทินัม(Platinum) น้ำหนักสัมภาระที่ได้รับเพิ่ม 30 กิโลกรัม (66 ปอนด์) บัตรเงิน (Silver) น้ำหนักสัมภาระที่ได้รับเพิ่ม 10 กิโลกรัม (22 ปอนด์)เป็นต้น

  2. สัมภาระที่ถือขึ้นเครื่อง

    ผู้โดยสารสามารถถือสัมภาระขึ้นเครื่องได้หนึ่งชิ้น ความยาวไม่เกิน 56 เซนติเมตร หรือ 22 นิ้ว ความกว้างไม่เกิน 45 เซนติเมตร หรือ 18 นิ้ว ความหนาไม่เกิน 25 เซนติเมตร หรือ 10 นิ้ว รวมน้ำหนักสัมภาระถือขึ้นเครื่องจะต้องไม่เกิน 7 กิโลกรัม หรือ 15 ปอนด์ และจะต้องวางไว้บนตู้เก็บเหนือศีรษะหรือใต้เบาะของตนเอง และยังสามารถนำสัมภาระจำเป็นอื่น ๆ อาทิ กระเป๋าถือ กระเป๋าใส่เงิน กระเป๋าของสุภาพสตรี น้ำหนักไม่เกิน 5 กิโลกรัม หรือ 3.3 ปอนด์ เครื่องคอมพิวเตอร์แบบพกพา ไม้เท้าหรือไม้ค้ำยันสำหรับผู้โดยสารสูงอายุ ผู้ป่วย และผู้ทุพพลภาพ กล้องถ่ายรูป และอาหารเด็กเล็กขึ้นเครื่องได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ทั้งนี้เจ้าหน้าที่อาจสุ่มตรวจด้วยเครื่องตรวจหรือตาชั่งที่เคาน์เตอร์เช็คอิน และ/หรือที่ประตูขึ้นเครื่องเพื่อให้การปฏิบัติเป็นไปตามข้อบังคับด้วย

ส่วนอัตราค่าสัมภาระน้ำหนักเกิน (Excess baggage) นอกเหนือจากขีดจำกัดของน้ำหนักสัมภาระที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายนั้น การบินไทยมีเกณฑ์พิจารณาตามระยะทางของเที่ยวบินในแต่ละโซน เช่น จากประเทศไทย (โซน 1) ไปยังประเทศออสเตรเลีย (โซน 4) คิดราคาที่กิโลกรัมละ 30 USD เป็นต้น  นอกจากนี้ยังมีช่องทางประหยัดค่าใช้จ่ายเพื่อป้องกันการถูกปรับ โดยผู้โดยสารสามารถซื้อน้ำหนักสัมภาระล่วงหน้าได้ไม่น้อยกว่า 24 ชั่วโมงก่อนเดินทาง และสามารถซื้อได้สูงสุด 30 กิโลกรัม ต่อคน ต่อเส้นทาง ดังนั้นหากไม่มั่นใจว่าน้ำหนักสัมภาระจะเกินหรือไม่ ควรชั่งก่อนเดินทางและควรตรวจสอบข้อมูลรายละเอียดต่าง ๆ จากทางการบินไทยให้แน่ใจอีกครั้งหนึ่ง

 

น้ำหนักกระเป๋าแอร์เอเชีย

น้ำหนักกระเป๋าเดินทางไปต่างประเทศของสายการบินแอร์เอเชีย มีข้อกำหนดดังนี้

  1. สัมภาระที่โหลดลงใต้เครื่อง

    สัมภาระรับฝากเพื่อโหลดใต้ท้องเครื่องแต่ละชิ้นจะต้องมีขนาดไม่เกิน81 ซม. (สูง) x 119 ซม. (กว้าง) x 119 ซม. (ลึก) และมีน้ำหนักไม่เกิน 32 กก.

  2. สัมภาระที่ถือขึ้นเครื่อง

    ผู้โดยสารสามารถพกพาสัมภาระขึ้นเครื่องได้ 1 ชิ้น โดยมีขนาดไม่เกิน 56 ซม. x 36 ซม. x 23 ซม. และต้องนำขึ้นเก็บไว้ในช่องเก็บของเหนือศีรษะได้  นอกจากนี้ยังสามารถพกพาสิ่งของส่วนตัวขนาดเล็กได้อีก 1 ชิ้น เช่น คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก กระเป๋าถือ หรือเป้สะพายหลัง ที่มีขนาดไม่เกิน 40 ซม. X 30 ซม. X 10 ซม. โดยต้องสามารถจัดเก็บไว้ใต้ที่นั่งด้านหน้าได้ ทั้งนี้น้ำหนักรวมของสัมภาระสองชิ้นต้องไม่เกิน 7 กก. หากสัมภาระพกพามีน้ำหนัก ขนาด หรือจำนวนที่มากเกินกว่าที่กำหนด จะต้องเช็คอินสัมภาระดังกล่าวที่เคาน์เตอร์ประจำสนามบิน โดยเสียค่าธรรมเนียมสัมภาระใต้ท้องเครื่องในอัตราการซื้อน้ำหนักสัมภาระที่สนามบิน

 

กรณีที่มีสัมภาระมากหรือไม่แน่ใจว่าน้ำหนักกระเป๋าเดินทางไปต่างประเทศจะเกินหรือไม่ ควรดำเนินการสั่งจองน้ำหนักสัมภาระใต้ท้องเครื่องล่วงหน้าในระหว่างการสำรองที่นั่ง ซึ่งจะช่วยให้ประหยัดเงินได้มากที่สุด อย่างไรก็ตาม หากไม่ได้สั่งจองน้ำหนักสัมภาระใต้ท้องเครื่องล่วงหน้าในระหว่างการสำรองที่นั่ง ผู้โดยสารก็ยังสามารถสั่งจองน้ำหนักสัมภาระใต้ท้องเครื่องล่วงหน้าผ่านเมนูจัดการบุ๊คกิ้งหลังจากสำรองที่นั่งเสร็จสิ้นได้

ซึ่งจะประหยัดกว่าการไปซื้อน้ำหนักสัมภาระใต้ท้องเครื่องที่เคาน์เตอร์เช็คอิน ณ ท่าอากาศยานตัวอย่างเช่น แอร์เอเชียเอ็กซ์ หากสั่งจองน้ำหนักสัมภาระใต้ท้องเครื่องล่วงหน้าในระหว่างการสำรองที่นั่ง 20 กก.คิดราคา 700 บาท หากจองน้ำหนักสัมภาระใต้ท้องเครื่องล่วงหน้าผ่านเมนูจัดการบุ๊คกิ้งหลังจากสำรองที่นั่งเสร็จสิ้นแล้วต้องจ่าย 805 บาท แต่หากไปซื้อน้ำหนักสัมภาระใต้ท้องเครื่องที่เคาน์เตอร์เช็คอินจะต้องเสียค่าใช้จ่ายถึง 2,220 บาท ต่อน้ำหนัก 15 กก. เลยทีเดียว

หวังเป็นอย่างยิ่งว่าข้อมูลเกี่ยวกับน้ำหนักกระเป๋าเดินทางไปต่างประเทศที่เรานำมาเล่าสู่กันฟังข้างต้นนี้จะช่วยให้การวางแผนจัดกระเป๋าของคุณสะดวกและไร้กังวลมากยิ่งขึ้น เหลือก็เพียงตั้งตารอวันออกท่องเที่ยวสนุกสนานกับทริปในฝันกันได้แล้ว … ลุยเลย!

Save

Save

Save

Save

Save

Save

Content Protection by DMCA.com
บอกต่อเรื่องราวกระเป๋าเดินทางดีๆ ^o^ ...Share on FacebookShare on Google+Tweet about this on TwitterPin on PinterestShare on LinkedIn